“อลงกรณ์” ชี้ปี’65 จุดเปลี่ยนประเทศไทยสู่ยุคใหม่ลดก๊าซเรือนกระจกต้นเหตุภาวะโลกร้อน

มีผู้อ่านข่าวนี้แล้ว 196 ครั้ง

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานมูลนิธิ Worldview Climate Foundation (WCF) บรรยายพิเศษหัวข้อ “ศักยภาพของโครงการบลู คาร์บอนในประเทศไทย”(Potential for blue carbon projects in Thailand” ในการประชุมนานาชาติ จัดโดยมูลนิธิ Worldview International ที่กรุงเทพมหานคร

โดยแสดงวิสัยทัศน์อนาคตประเทศไทย ในการเดินหน้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Nation) เพื่อร่วมแก้ไขปัญหาความเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ (Climate Change) ด้วยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Green House Gases:GHGs) อย่างจริงจัง ตามพันธกรณีที่นายกรัฐมนตรีของไทย ประกาศเป้าหมายในการประชุม COP 26 ที่เมืองกลาสโกว์ สก็อตแลนด์ โดยกำหนดเป้าหมายให้ประเทศไทย บรรลุความเป็นกลาง (Carbon Neutrality) ของคาร์บอนในปี 2050 และคาร์บอนเป็นศูนย์ (Zero Carbon) ในปี 2065 ซึ่งทำให้ทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐภาคเอกชนเครือข่ายองค์กรประชาสังคมได้เร่งรัดดำเนินการลดก๊าซเรือนกระจกที่เป็นต้นเหตุของภาวะโลกร้อนเช่น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมประมง มูลนิธิ WCF และบริษัทเอกชนรายใหญ่เช่นเครือปูนซีเมนต์ไทย (SCG) ปตท. บริษัทเชลล์ประเทศไทย บริษัทบางจากปิโตรเลียม รวมทั้งองค์การก๊าซเรือนกระจก (TGO) ได้กำหนดมาตรฐานของประเทศไทยว่าด้วยการรับรองการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (T-VER) และกำลังพัฒนาสู่มาตรฐานสากล

นายอลงกรณ์ กล่าวว่า ราคาการค้าคาร์บอน (Carbon Trading) เพิ่มขึ้น 3 เท่าตัว ภายในปีเดียวจากคาร์บอนตันละ 34 บาทในปี 2021 เป็น 107 บาท ในปีนี้ เชื่อมั่นว่าจะเพิ่มขึ้นทั้งราคาและปริมาณแบบก้าวกระโดดและปี 2022 (พ.ศ 2565) คือจุดเปลี่ยนสำคัญของไทยในการขับเคลื่อนโครงการบลูคาร์บอนสู่ยุคใหม่ของการลดก๊าซเรือนกระจกต้นเหตุภาวะโลกร้อน การตื่นตัวของภาคเอกชนและภาครัฐที่ดำเนินโครงการปลูกป่าบนบก โครงการปลูกป่าโกงกาง 3 แสนไร่ ภายใน 10 ปี

และล่าสุดคือโครงการส่งเสริมการปลูกเพาะเลี้ยงสาหร่ายทะเลใน 22 จังหวัด ติดชายทะเลทั้งฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน ซึ่งดูดซับคาร์บอนสูงกว่าต้นไม้ทั่วไปถึง 5 เท่า ทำให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศอาเซียน ที่มีศักยภาพในการแก้ไขปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดประเทศหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และโครงการดังกล่าวยังช่วยสร้างรายได้สร้างอาชีพใหม่ๆ ให้เกิดความเข็มแข็ง และยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนประมงพื้นบ้านอีกด้วย

มีผู้อ่านข่าวนี้แล้ว 196 ครั้ง

You May Also Like

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

แสดง
ซ่อน