ศาลยุติธรรม จับมือ 3 หน่วยงาน สร้างความปลอดภัยด้านสุขอนามัย ลดความเสี่ยงติดเชื้อโควิด-19

มีผู้อ่านข่าวนี้แล้ว 1478 ครั้ง

สนง.ศาลยุติธรรม ร่วมมือกับ 3 หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม สนับสนุนการพิจารณาคดีในทุกขั้นตอนที่ปลอดภัยด้านสุขอนามัย พร้อมเปิดใช้ระบบ COJ PASS

วันนี้ (9 พ.ย.64) เวลา 14.40 น. ณ ห้องประชุมสำนักงานศาลยุติธรรม อาคารศาลอาญา ชั้น 12 ถ.รัชดาภิเษก เขตจตุจักร กรุงเทพฯ นายจีระพัฒน์ พันธุ์ทวี เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม พร้อมด้วย นายชาติพงษ์ จีระพันธุ รองอัยการสูงสุด นายอายุตม์ สินธพพันธุ์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ และว่าที่ร้อยตรี ดร.ถวัลย์ รุยาพร นายกสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเกี่ยวกับการพิจารณาคดีที่ปลอดภัยด้านสุขอนามัย ระหว่างสำนักงานศาลยุติธรรม กับสำนักงานอัยการสูงสุด กรมราชทัณฑ์ และสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์

นายจีระพัฒน์ พันธุ์ทวี เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวว่า แม้รัฐบาลจะเปิดประเทศ และเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตเกือบจะเป็นปกติแล้ว แต่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ก็ยังคงดำรงอยู่ ในส่วนของการพิจารณาพิพากษาคดีโดยเฉพาะการสะสางคดีที่ได้รับผลกระทบจากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่ไม่สามารถดำเนินการได้ในช่วงที่การแพร่ระบาดรุนแรงที่ผ่านมา จึงจำเป็นที่หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมจะได้ร่วมกันบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ดังนั้น เมื่อการอำนวยความยุติธรรมเป็นภารกิจสำคัญที่ต้องดำเนินต่อไป การดูแลสุขภาพและความปลอดภัยของทุกภาคส่วนในกระบวนการยุติธรรมก็เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องกระทำควบคู่กันไปอย่างไม่อาจละเลยได้ สำนักงานศาลยุติธรรม จึงได้สร้างมาตรฐานความปลอดภัยในศาลและห้องพิจารณาคดีทั้งการทำความสะอาดฆ่าเชื้อ การติดตั้งฉากอะคริลิค การใช้ชุดตรวจ ATK

และล่าสุดได้พัฒนาโปรแกรมการคัดกรองผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COJ PASS) ผ่านระบบบริการออนไลน์ศาลยุติธรรม (CIOS) ซึ่งเป็นระบบคัดกรองและจำแนกเบื้องต้นสำหรับบุคลากรทุกภาคส่วนที่จะกลับมาเข้าร่วมกระบวนพิจารณาคดีในศาล โดยสามารถแปลผลได้ทันที ทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถทราบระดับความเสี่ยงของตนเองได้ และสามารถคัดกรองผู้มาติดต่อราชการและบุคลากรผู้ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และลดความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น อันเป็นการสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยให้แก่ประชาชน รวมถึงบุคลากรผู้ปฏิบัติหน้าที่ในการอำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในมาตรการความปลอดภัยด้านสุขอนามัยสำหรับประชาชนและบุคลากรในการดำเนินคดีที่ศาลตามนโยบายของท่านประธานศาลฎีกา โดยระบบจะเริ่มเปิดใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 9 พฤศจิกายนนี้เป็นต้นไป

นายจีระพัฒน์ กล่าวต่อว่า ในการกลับมาดำเนินกระบวนพิจารณาคดีที่อาจเรียกได้ว่าเป็นกระบวนพิจารณาคดีในวิถีใหม่นี้ หากปราศจากความร่วมมือของหน่วยงานและองค์กรทุกภาคส่วนในกระบวนการยุติธรรมแล้ว การดำเนินคดีย่อมไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ ดังนั้น สำนักงานศาลยุติธรรมจึงได้จัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเกี่ยวกับการพิจารณาคดีที่ปลอดภัยด้านสุขอนามัยกับ 3 หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม เพื่อสนับสนุนมาตรการความปลอดภัยด้านสุขอนามัยแก่ผู้ต้องขัง และบุคลากรในการดำเนินคดีที่ศาล ด้วยการส่งเสริมให้มีการนำวิธีการพิจารณาคดีทางอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ รวมทั้งวางระบบการบริหารจัดการคดีให้เหมาะสมภายในมาตรฐานระยะเวลาที่กำหนด ภายใต้ข้อจำกัดของสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โดยตกลงร่วมมือกันด้วยการจัดให้มีการพิจารณาคดีในทุกขั้นตอนอย่างปลอดภัยด้านสุขอนามัย ด้วยการคัดกรองผู้มาติดต่อราชการศาลด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ จำกัดบุคคลที่อยู่ในห้องพิจารณา จำกัดการเยี่ยมอย่างใกล้ชิดกับผู้ต้องหาหรือจำเลย และบุคคลอื่น และมีข้อตกลงความร่วมมือด้านอื่น ๆ ดังนี้

1. สำนักงานอัยการสูงสุด ตกลงร่วมมือกันในการเตรียมความพร้อมของพยานเพื่อการไต่สวนและพิจารณาในศาลตามกำหนดนัดของศาลยุติธรรม รวมทั้งเตรียมความพร้อมทางเทคนิคเพื่อการไต่สวนและพิจารณาคดีในลักษณะการประชุมทางจอภาพหรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์ สนับสนุนการเชื่อมโยงข้อมูลสารบบคดีของทั้งสองหน่วยงานโดยวิธีทางอิเล็กทรอนิกส์ และจะร่วมมือทางวิชาการเกี่ยวกับการพิจารณาคดีทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยการศึกษา แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางด้านกฎหมาย รวมทั้งความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้งานระบบรับส่งอิเล็กทรอนิกส์ (e-Filing) และระบบบริการออนไลน์ศาลยุติธรรม (CIOS) ตลอดจนร่วมกันส่งเสริม เผยแพร่ และประชาสัมพันธ์ให้ความรู้เกี่ยวกับกระบวนการพิจารณาคดีทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้คู่ความและประชาชนได้มีความรู้ ความเข้าใจถึงกระบวนการพิจารณาคดีในรูปแบบต่าง ๆ ที่เหมาะสมกับข้อพิพาทและสถานการณ์

2. กรมราชทัณฑ์ ตกลงร่วมมือกันในการที่จะให้มีการส่งตัวผู้ต้องขังมาตามกำหนดนัดของศาลยุติธรรม และกรณีที่มีเหตุจำเป็นที่ไม่สามารถส่งตัวผู้ต้องขังมายังศาลได้ จะดำเนินการเพื่อจัดให้ผู้ต้องขังได้รับการพิจารณาผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์แทน รวมทั้งร่วมมือกันในการจัดอบรมและซักซ้อมความเข้าใจให้แก่บุคลากรของทั้งสองหน่วยงานให้มีความรู้ ความเข้าใจ และความพร้อมที่จะดำเนินงานด้วยวิธีการพิจารณาผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์

3. สภาทนายความ ตกลงร่วมมือกันสนับสนุนและพัฒนาแนวทางการใช้ระบบรับส่งอิเล็กทรอนิกส์และวิธีพิจารณาคดีอิเล็กทรอนิกส์ทุกรูปแบบของสำนักงานศาลยุติธรรม และร่วมมือทางวิชาการเกี่ยวกับการพิจารณาคดีทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยการศึกษา แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางด้านกฎหมาย การจัดอบรมทนายความเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับวิธีพิจารณาคดีทางอิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้งานระบบรับส่งอิเล็กทรอนิกส์ (e-Filing) และระบบบริการออนไลน์ศาลยุติธรรม (CIOS) ตลอดจนส่งเสริมและสนับสนุนให้ทนายความ คู่ความ และประชาชนได้มีความรู้ ความเข้าใจ ถึงวิธีพิจารณาคดีทางอิเล็กทรอนิกส์ที่เหมาะสมกับข้อพิพาทของตน

เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวอีกว่า การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ ถือเป็นการแสดงออกว่าทุกหน่วยงานที่เข้าร่วมจะช่วยกันผลักดันให้การอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างรวดเร็ว และในขณะเดียวกันก็ไม่ละเลยในความห่วงใยต่อสุขภาพและความปลอดภัยของบุคลากรทุกภาคส่วนที่ต้องเข้าร่วมในการดำเนินกระบวนพิจารณาพิพากษาคดี

มีผู้อ่านข่าวนี้แล้ว 1478 ครั้ง

You May Also Like

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

แสดง
ซ่อน