ราชทัณฑ์ เผยผลสอบ “เรือนจำพิเศษธนบุรี” ยันยึดหลักกม.-สิทธิมนุษยชน ทนายยอมรับโพสต์บิดเบือน

มีผู้อ่านข่าวนี้แล้ว 90 ครั้ง

กรมราชทัณฑ์ แถลงผลสอบเรือนจำพิเศษธนบุรี ยันยึดหลักกฎหมายและสิทธิมนุษยชนสากล ทนายความยอมรับข้อมูลคลาดเคลื่อน ยุติข้อสงสัยทั้งหมดแล้ว ตั้งแต่เมษายน 2568

ตามที่มีการเผยแพร่ข้อความบนสื่อสังคมออนไลน์ พาดพิงถึงสภาพความเป็นอยู่ แนวทางการควบคุม ตรวจค้น และการรักษาพยาบาลผู้ต้องขังของเรือนจำพิเศษธนบุรี ซึ่งเป็นประเด็นต่อเนื่องมาตั้งแต่วันที่ 18 เมษายน 2568 และล่าสุดมีการระบุถึงบันทึกส่วนตัวของ นายอนุชา จันทรเสนา ผู้ต้องขังคดีความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 112) อีกครั้ง นั้น

กรมราชทัณฑ์ ขอเรียนชี้แจงข้อเท็จจริงของเรือนจำพิเศษธนบุรี ยืนยันผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง ซึ่งเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2568 จากการโพสต์ข้อมูลทางสื่อโซเชียลเผยแพร่ต่อสาธารณะ ซึ่งข้อมูลดังกล่าวบิดเบือน เลื่อนลอย และปราศจากพยานหลักฐาน

จากผลการสอบข้อเท็จจริง กรมราชทัณฑ์ ขอเรียนว่า กรณีการย้ายผู้ต้องขังเป็นไปตามหลักบริหารงานเรือนจำ การย้ายผู้ต้องขังจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครไปยังเรือนจำพิเศษธนบุรี เป็นการดำเนินการตามมาตรการด้านการควบคุม โดยพิจารณาจากปัจจัยความเหมาะสมด้านความมั่นคง ความหนาแน่นของผู้ต้องขัง ตลอดจนประสิทธิภาพในการบริหารจัดการภายในเรือนจำเป็นหลัก การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามอำนาจหน้าที่และหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในกฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับของกรมราชทัณฑ์โดยเคร่งครัด มิได้เป็นการเลือกปฏิบัติหรือมีเหตุจูงใจอื่นใดเป็นการเฉพาะบุคคล

กรณีการตรวจค้นร่างกายเป็นการปฏิบัติตามมาตรฐานการปฏิบัติงาน ด้านการควบคุมผู้ต้องขัง (SOPs) โดยคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การตรวจค้นเป็นไปตามขั้นตอนด้านความมั่นคงปลอดภัย เพื่อป้องกันการลักลอบนำสิ่งของต้องห้ามเข้าสู่เรือนจำ โดยเจ้าหน้าที่จะดำเนินการภายใต้หลักความจำเป็นและความเหมาะสม ซึ่งการตรวจค้นเป็นเพียงการให้ผู้ต้องขังชายถอดเสื้อเพื่อตรวจสอบเท่านั้น มิได้ มีการบังคับให้ถอดเสื้อผ้าทั้งหมดหรือดำเนินการในลักษณะที่เป็นการละเมิดสิทธิ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ต้องขังแต่อย่างใด

ส่วนกรณีการดูแลรักษาพยาบาลผู้ต้องขังเป็นไปตามมาตรฐานทางการแพทย์ โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการเกี่ยวกับโรคผิวหนัง ได้จัดให้มีพยาบาลประจำเรือนจำทำหน้าที่ตรวจคัดกรอง ประเมินอาการ และให้การรักษาเบื้องต้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงมีการประสานส่งต่อหรือขอรับคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญของโรงพยาบาลแม่ข่ายในพื้นที่ ตลอดจนการบริการตรวจรักษาโรคผิวหนัง โดยสถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้ผู้ต้องขังได้รับการรักษาที่เหมาะสมตามมาตรฐานทางการแพทย์ ได้รับคำแนะนำในการดูแลสุขอนามัยและการป้องกันการแพร่กระจายของโรคอย่างถูกต้อง

นอกจากนี้ เรือนจำพิเศษธนบุรี ยังได้ดำเนินมาตรการด้านสุขอนามัยและความสะอาดภายในเรือนจำอย่างต่อเนื่อง อาทิ การทำความสะอาดเรือนนอนและพื้นที่ส่วนกลางเป็นประจำ การฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อ การจัดระบบซักล้างเครื่องนอนและเครื่องใช้ส่วนตัวของผู้ต้องขัง และการจัดให้มีการนำที่นอนผ้าห่มมาตากแดดและทำความสะอาดอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เป็นต้น เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคติดต่อและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขังภายในเรือนจำ ปัจจุบัน นายอนุชาฯ ไม่มีอาการเจ็บป่วยและสุขภาพเป็นปกติ

กรมราชทัณฑ์ ยืนยันว่า มาตรการทุกขั้นตอนของเจ้าหน้าที่เป็นไปตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 และข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำแห่งองค์การสหประชาชาติ (ข้อกำหนดแมนเดลา – Mandela Rules) เพื่อรักษาความมั่นคง ปลอดภัย และสุขอนามัยของผู้ต้องขังส่วนรวมเป็นสำคัญ เพื่อแสดงความโปร่งใสและโต้ตอบข้อกังวลของสังคม เรือนจำพิเศษธนบุรี ได้เชิญทนายความจาก ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เข้าประชุมร่วมกับคณะกรรมการบริหารงานบุคคลฯ เพื่อตรวจสอบพยานหลักฐานร่วมกันอย่างละเอียด ภายหลังการชี้แจงและตอบข้อซักถามอย่างเปิดกว้าง ทนายความยอมรับว่าข้อมูลที่นำไปโพสต์นั้น มีความคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงในสาระสำคัญ เนื่องจากเป็นการรับฟังคำกล่าวอ้างจากผู้ต้องขังเพียงฝ่ายเดียวโดยไม่ได้ตรวจสอบกับทางเรือนจำก่อน

ทั้งนี้ ทนายความผู้เกี่ยวข้องมีความเข้าใจในระเบียบปฏิบัติราชการอย่างชัดเจน ยุติความเข้าใจผิดทั้งหมด และสมัครใจเขียนข้อความด้วยลายมือตนเองยืนยันว่า ได้รับทราบข้อเท็จจริงอย่างละเอียดและไม่ติดใจสงสัยในประเด็นใด ๆ อีกต่อไปเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2568 อย่างไรก็ตามคณะกรรมการฯ ได้มีมติส่งรายงานผลข้อเท็จจริงที่ถูกต้องและเป็นธรรมนี้ ไปยังกรมราชทัณฑ์และนายกสภาทนายความ ในฐานะผู้มีอำนาจกำกับดูแลวิชาชีพทนายความ เพื่อรับทราบข้อมูลที่ถูกต้องเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

กรมราชทัณฑ์ ขอยืนยันต่อสาธารณชนว่า องค์กรยึดมั่นในการควบคุมดูแลผู้ต้องขังทุกคนตาม หลักสิทธิมนุษยชนและหลักมนุษยธรรม ภายใต้มาตรฐานสากลที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ตามที่กฎหมายกำหนด ทั้งนี้ พร้อมตอบโต้ข้อความบิดเบือนที่ทำลายภาพลักษณ์ขององค์กรด้วยข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง และยังคงมุ่งมั่นพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังอย่างต่อเนื่อง เพื่อคืนคนดีสู่สังคมอย่างยั่งยืน

มีผู้อ่านข่าวนี้แล้ว 90 ครั้ง

You May Also Like

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

แสดง
ซ่อน