ราชทัณฑ์ แจงปม “ไผ่ จตุภัทร์” เจตนาทำลายทรัพย์สินราชการ ภาพวงจรปิดมัดตัวชัด

มีผู้อ่านข่าวนี้แล้ว 100 ครั้ง

กรมราชทัณฑ์ แจงกรณี ไผ่ จตุภัทร์ อุทธรณ์คำสั่งวินัย ยื่นฟ้องศาลปกครอง ยืนยันดำเนินการตามกฎหมาย ภาพวงจรปิดมัดตัวชัดเจน เจตนาทำลายทรัพย์สินราชการ

ตามที่ปรากฏรายงานข่าวกรณีผู้แทนกฎหมายของ นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ ไผ่ ได้เข้ายื่นฟ้องต่อศาลปกครอง เพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งลงโทษทางวินัยของเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร นั้น

กรมราชทัณฑ์ ขอเรียนชี้แจงข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานจากพฤติการณ์ที่ปรากฏ ดังนี้ นายจตุภัทร์ฯ ได้กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนกฎระเบียบและข้อกำหนดภายในเรือนจำอย่างชัดเจน อันได้แก่ การนำเสื้อผ้าของทางราชการไปคลุมปิดกล้องวงจรปิดในห้องคุมขัง ซึ่งเป็นอุปกรณ์สำคัญในการรักษาความปลอดภัยและเฝ้าระวังเหตุฉุกเฉิน และการนำกาแฟผสมน้ำไปขีดเขียนข้อความขนาดใหญ่บนกำแพงภายในห้อง ซึ่งข้อความมีลักษณะเป็นการเขียนข้อความที่ไม่สมควร ส่งผลให้เรือนจำฯ เกิดความเสียหายในด้านการพัฒนาพฤตินิสัยและการควบคุม ก่อให้เกิดความสกปรกและทรัพย์สินราชการเสียหาย

จากการสอบข้อเท็จจริงของเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ปรากฏว่า คณะกรรมการฯ ได้มีการแจ้งให้ นายจตุภัทร์ฯ ทราบแล้วว่า มีสิทธินำบุคคลที่ไว้วางใจเข้ารับฟังการสอบสวนได้ ซึ่งนายจตุภัทร์ฯ ได้ลงลายมือชื่อรับทราบและรับรองถ้อยคำในบันทึกคำให้การแล้ว แต่ไม่ปรากฏว่า นายจตุภัทร์ฯ ได้ร้องขอให้มีบุคคลที่ตนไว้วางใจหรือทนายความเข้ารับฟังการสอบข้อเท็จจริงและมิได้นำพยานหลักฐานมาแสดง เพื่อแก้ข้อกล่าวหาหรือขอตรวจสอบเอกสารเกี่ยวกับข้อกล่าวหา ประกอบกับหลักฐานภาพจากกล้องวงจรปิดบันทึกพฤติการณ์ไว้ได้ทั้งหมด นายจตุภัทร์ฯ ได้ให้การยอมรับว่ากระทำการตามที่ถูกกล่าวหา โดยมิได้โต้แย้งในปัญหาข้อเท็จจริงแต่อย่างใด ซึ่งเจ้าพนักงานเรือนจำมีอำนาจดำเนินการทางวินัยตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด

ทั้งนี้ การลงโทษทางวินัยดังกล่าว ได้ดำเนินการภายใต้กระบวนการพิจารณาที่ชอบด้วยกฎหมาย โดยคำนึงถึงหลักความเหมาะสม สัดส่วนแห่งการลงโทษ และสิทธิของผู้ต้องขังตามที่กฎหมายรับรองไว้ทุกประการ มิได้เป็นการเลือกปฏิบัติหรือใช้อำนาจโดยมิชอบแต่อย่างใด

กรณีข้อโต้แย้ง ถูกงดเยี่ยมญาติใกล้ชิด โดยไม่ระบุเวลาสิ้นสุดการลงโทษ กรมราชทัณฑ์ ขอเรียนว่า ได้ดำเนินการทางวินัยตามกฎกระทรวง การดำเนินการทางวินัยผู้ต้องขัง พ.ศ.2563 แก่ นายจตุภัทร์ฯ ฐานจงใจ ทำให้ทรัพย์สินของทางราชการหรือของผู้อื่นเสียหาย ข้อ 10(2) ให้ลดชั้น และฐานจงใจทำให้ผู้อื่นหรือกิจการของเรือนจำเสียหาย ข้อ 16(3)(ง) ตัดจำนวนวันที่ได้รับการลดวันต้องโทษจำคุกฯ แต่เนื่องจากนายจตุภัทร์ฯ เป็นผู้ต้องขังระหว่างการพิจารณาคดี จึงไม่สามารถลงโทษตามข้อดังกล่าวได้ จึงต้องอาศัยอำนาจตามข้อ 20 ลงโทษภาคทัณฑ์แทน

ดังนั้น เมื่อนายจตุภัทร์ฯ ได้รับทราบคำสั่งเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 จึงถือว่า คำสั่งลงโทษมีผลและสิ้นสุดนับแต่วันดังกล่าว ทั้งนี้ การออกคำสั่งลงโทษทางวินัยผู้ต้องขัง ย่อมส่งผลกระทบต่อสิทธิด้านต่าง ๆ อาทิ คุณสมบัติของผู้ต้องขังที่จะได้รับการเยี่ยมญาติใกล้ชิด จะต้องไม่อยู่ระหว่างถูกลงโทษทางวินัย หรือถูกลงโทษทางวินัย ในรอบที่มีการเยี่ยมญาติใกล้ชิด เป็นต้น อันเป็นไปตามแนวทางบริหารงานเรือนจำเพื่อความเสมอภาค

กรมราชทัณฑ์ ขอยืนยันว่า การดำเนินงานของเรือนจำทุกแห่งยึดถือหลักนิติธรรม หลักสิทธิมนุษยชน และความมั่นคงปลอดภัยภายในเรือนจำควบคู่กัน โดยการใช้มาตรการทางวินัยต่อผู้ต้องขังเป็นไป เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและระเบียบวินัยภายในเรือนจำ อันเป็นประโยชน์ต่อการบริหารงานราชทัณฑ์โดยรวม มิได้มีเจตนากลั่นแกล้งหรือจำกัดสิทธิของผู้ต้องขังเกินสมควรแก่เหตุแต่อย่างใด โดยพร้อมที่จะนำพยานหลักฐานและข้อกฎหมายทั้งหมดเข้าชี้แจงต่อศาลปกครองเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจต่อไป

มีผู้อ่านข่าวนี้แล้ว 100 ครั้ง

You May Also Like

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

แสดง
ซ่อน