ปชป. ยุค “เฉลิมชัย” เร่งวางยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ-สิ่งแวดล้อม ตั้งเป้าอัพเกรดศักยภาพประเทศใหม่

มีผู้อ่านข่าวนี้แล้ว 526 ครั้ง

“ประชาธิปัตย์” ยุค “เฉลิมชัย” เร่งวางยุทธศาสตร์เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม ตั้งเป้าอัพเกรดศักยภาพประเทศใหม่ “อลงกรณ์” หวัง “ครม.ใหม่” เร่งแก้ปัญหา “โลกร้อน ท้องหิว” อย่าทำประเทศเสียโอกาสซ้ำรอย “เศรษฐา 1”

เมื่อวันที่ 28 เม.ย.67 นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ภายใต้วิสัยทัศน์ของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มองว่าสิ่งแวดล้อมมีความสำคัญไม่น้อยกว่าด้านเศรษฐกิจจึงมอบนโยบายในระหว่างการประชุมใหญ่พรรคประชาธิปัตย์เมื่อวานนี้ให้ “คณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคประชาธิปัตย์ ทำหน้าที่กำหนดทิศทาง และยุทธศาสตร์ของพรรค ให้มีเป้าหมายที่ชัดเจนในด้านต่าง ๆ เช่น เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม …” เนื่องจากเศรษฐกิจไทยเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างและระบบเหมือนเครื่องยนต์ตัวเก่า ทำให้ศักยภาพของระบบเศรษฐกิจอ่อนแอและถดถอยลงต่อเนื่องมากว่า 20 ปี ดังจะเห็นได้ว่าในช่วงปี 2543 ถึง 2553 เศรษฐกิจเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 3.5 และลดลงเหลือเพียงร้อยละ 2.7 ระหว่างปี 2554 ถึง 2564 และปีนี้ก็คาดว่าจะเติบโตไม่ถึง 3%

รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวย้ำว่า คณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคประชาธิปัตย์ กำลังเร่งจัดทำยุทธศาสตร์และนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม เพื่อเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ รวมทั้งตอบโจทย์ที่เป็นปัญหาและความท้าทายใหม่ ๆ ซึ่งรอช้าไม่ได้ต้องเร่งสร้างระบบเศรษฐกิจใหม่ ๆ ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเช่นระบบเศรษฐกิจดิจิตอล (Digital Economy) เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) เศรษฐกิจสูงวัย (Silver Economy) เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) และเศรษฐกิจคาร์บอน (Carbon Economy) รวมทั้งยุทธศาสตร์ AI ปัญญาประดิษฐ์ เป็นต้น

“ระบบเศรษฐกิจใหม่คือเครื่องยนต์แห่งการเติบโต (New Growth Engines) ที่จะยกระดับเพดานรายได้ใหม่ของประเทศและคนไทยให้สูงขึ้น เนื่องจากระบบเศรษฐกิจดั้งเดิมไม่มีพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้อีกต่อไป ในภาวะที่ทั่วโลกกำลังเข้าสู่ยุคโลกเดือดและโลกรวน สภาวะอากาศสุดขั้ว (Extreme Weather) อุณหภูมิที่สูงขึ้น ปรากฎการณ์เอลนิโญและลานีญามาเร็วกว่าที่คิดและร้ายแรงมากขึ้น ทำให้เกิดภัยแล้งภัยร้อนน้ำท่วมขั้นวิกฤติ กระทบต่อรายได้ของเกษตรกร ต้นทุนอาหารของประชาชน ห่วงโซ่การผลิตอาหารและความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) ตลอดจนปัญหาฝุ่นควัน PM 2.5 ทวีความรุนแรงมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนและการท่องเที่ยว

เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมเหมือน 2 ด้านของเหรียญ เราอยู่ในภาวะโลกร้อนและท้องหิว การรับมือวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจที่เผชิญอยู่ขณะนี้ และในอนาคตเป็นเรื่องเร่งด่วนและต้องทำทันทีอย่างจริงจังต่อเนื่อง หวังว่า “ครม.ใหม่” จะเร่งแก้ปัญหา “โลกร้อน ท้องหิว” อย่างจริงจัง อย่าทำประเทศเสียโอกาสซ้ำรอย “เศรษฐา 1” เพราะที่ผ่านมารัฐบาลแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมในระดับเชิงโครงสร้างและระบบน้อยมาก” นายอลงกรณ์ กล่าวในที่สุด

มีผู้อ่านข่าวนี้แล้ว 526 ครั้ง

You May Also Like

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

แสดง
ซ่อน