ปธ.ศาลฎีกา ออกคำแนะนำสกัดกั้นการฟ้องคดีปิดปาก-ป้องกันถูกบิดเบือน ย้ำไม่ใช่เครื่องมือกลั่นแกล้ง

มีผู้อ่านข่าวนี้แล้ว 60 ครั้ง

ประธานศาลฎีกา” ออกคำแนะนำสกัดกั้นการฟ้องคดีปิดปาก (Anti-SLAPP) ย้ำกระบวนการยุติธรรมต้องไม่ใช่เครื่องมือปิดปากประชาชน

วันนี้ (25 พ.ค.69) นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา ได้ลงนามในคำแนะนำของประธานศาลฎีกาเกี่ยวกับการดำเนินคดีโดยไม่สุจริตในคดีอาญา พ.ศ.2569 เพื่อใช้เป็นแนวทางในการตรวจสอบและกลั่นกรองการใช้สิทธิฟ้องคดีอาญาให้เป็นไปโดยสุจริตและป้องกันมิให้กระบวนการทางศาลถูกนำไปบิดเบือน หรือใช้เป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้งหรือจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน คำแนะนำดังกล่าวมีสาระสำคัญในการวางแนวทางให้ศาลสามารถพิจารณาและตรวจสอบการใช้สิทธิฟ้องคดีอาญาที่อาจมีลักษณะเป็นการกลั่นแกล้ง เอาเปรียบ หรือมุ่งสร้างภาระแก่คู่ความโดยไม่สมควร และยืนยันหลักการสำคัญว่ากระบวนการยุติธรรมจะต้องไม่ถูกนำไปใช้ในลักษณะบิดเบือนจากวัตถุประสงค์ของกฎหมาย หรือใช้เป็นเครื่องมือในการคุกคามสิทธิและเสรีภาพของบุคคล โดยให้แนวทางเกี่ยวกับลักษณะของการฟ้องคดีที่อาจเข้าข่ายเป็นการดำเนินคดีโดยไม่สุจริตไว้ เช่น การฟ้องคดีที่มีลักษณะก่อกวน ข่มขู่ คุกคาม หรือสร้างความเดือดร้อนแก่จำเลยเกินสมควร การใช้การดำเนินคดีเพื่อกดดันให้คู่ความกระทำการหรือละเว้นกระทำการเพื่อผลประโยชน์อันมิชอบ ตลอดจนกรณีที่มีการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงอันเป็นเท็จ บิดเบือนข้อเท็จจริง หรือปกปิดข้อเท็จจริงสำคัญต่อศาล

นอกจากนี้ คำแนะนำยังได้กำหนดพฤติการณ์ที่พึงถือเป็นเหตุอันควรสงสัยว่ามีการฟ้องคดีโดยไม่สุจริต เพื่อให้ศาลสามารถใช้ดุลพินิจในการตรวจสอบได้อย่างรอบคอบ เช่น การยื่นฟ้องคดีในศาลที่อยู่ห่างไกลจากภูมิลำเนาหรือสถานที่ทำงานของจำเลยโดยไม่มีเหตุจำเป็นอันเกี่ยวข้องกับการพิจารณาคดี การฟ้องคดีหลายคดีจากข้อเท็จจริงหรือเหตุการณ์เดียวกันเพื่อสร้างภาระในการต่อสู้คดี รวมถึงการฟ้องบุคคลที่ใช้สิทธิตามกฎหมายหรือแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตเพื่อประโยชน์สาธารณะ เช่น การปกป้องสิทธิมนุษยชน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สิทธิผู้บริโภค สิทธิแรงงาน หรือการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการทุจริตและการกระทำที่มิชอบด้วยกฎหมาย

ในการดำเนินการตามคำแนะนำดังกล่าว ศาลสามารถใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161/1 ในการตรวจสอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง หากปรากฏข้อเท็จจริงโดยชัดแจ้งว่าการฟ้องคดีเป็นไปโดยไม่สุจริต ศาลมีอำนาจยกฟ้องได้ตั้งแต่ในชั้นตรวจฟ้อง หรือดำเนินการไปพร้อมกับการไต่สวนมูลฟ้องเพื่อให้การพิจารณาเป็นไปอย่างรวดเร็วและเหมาะสม อีกทั้ง ศาลยังอาจมอบหมายให้เจ้าพนักงานคดีหรือเจ้าพนักงานศาลช่วยตรวจสอบและรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อประกอบการไต่สวนและวินิจฉัย ซึ่งถือเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการแสวงหาข้อเท็จจริง ทำให้กระบวนการพิจารณามีความครบถ้วน รอบคอบ และสามารถตอบสนองต่อข้อเท็จจริงที่ซับซ้อนได้ดียิ่งขึ้น อันจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรมโดยรวม และยังคุ้มครองสิทธิของโจทก์ โดยหากศาลเห็นว่าจำเลยยกข้ออ้างดังกล่าวขึ้น โดยมีพฤติการณ์มุ่งถ่วงเวลาหรือก่อความรำคาญแก่กระบวนพิจารณา ศาลสามารถสั่งยุติการดำเนินการในประเด็นดังกล่าวและดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปโดยไม่ชักช้า รวมทั้งอาจออกข้อกำหนดหรือคำสั่งเพื่อป้องกันการใช้กระบวนพิจารณาในทางที่ไม่เหมาะสมได้อีกด้วย

คำแนะนำดังกล่าวสะท้อนถึงการให้ความสำคัญกับการคุ้มครองการมีส่วนร่วมของประชาชนในสังคมประชาธิปไตย โดยเฉพาะในกรณีที่การดำเนินคดีอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือในการจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นหรือสร้างแรงกดดันแก่ผู้ใช้สิทธิโดยสุจริตของศาลยุติธรรม โดยยังคงยึดหลักความสมดุลระหว่างการคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหาย สิทธิของจำเลย และประโยชน์สาธารณะโดยรวม การออกคำแนะนำของประธานศาลฎีกาในครั้งนี้จึงนับเป็นอีกก้าวสำคัญของศาลยุติธรรมในการพัฒนากระบวนพิจารณาคดีอาญาให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสอดคล้องกับสถานการณ์ของสังคมในปัจจุบัน โดยยืนยันหลักการสำคัญว่าการใช้สิทธิทางศาลจะต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความสุจริตและไม่ถูกใช้เป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งผู้อื่น ทั้งนี้ สำนักงานศาลยุติธรรมจะได้นำคำแนะนำดังกล่าวไปประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้ประชาชนทราบโดยทั่วกันต่อไป

มีผู้อ่านข่าวนี้แล้ว 60 ครั้ง

You May Also Like

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

แสดง
ซ่อน