รมว.ยธ.-อธิบดีคุ้มครองสิทธิฯ เปิดกิจกรรม “ยุติธรรมต้องมา เยียวยาต้องมี 3 ปี พ.ร.บ.ทรมานฯ”

มีผู้อ่านข่าวนี้แล้ว 106 ครั้ง

กระทรวงยุติธรรม-กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ เปิดงาน “ยุติธรรมต้องมา เยียวยาต้องมี 3 ปี พ.ร.บ.ทรมานฯ” ช่วยเหลือ 33 ราย กว่า 8 ล้านบาท

วันนี้ (23 ก.พ.69) ที่สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ถ.แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม (รมว.ยธ.) เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม “ยุติธรรมต้องมา เยียวยาต้องมี 3 ปี พ.ร.บ.ทรมานฯ” โดยมี นายไตรยฤทธิ์ เตมหิวงศ์ อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กล่าวรายงาน ซึ่งมีคณะผู้บริหารระดับสูงในสังกัดกระทรวงยุติธรรม อาทิ นางธารินี แสงสว่าง รองปลัดกระทรวงยุติธรรม นายโกมล พรมเพ็ง อธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ร่วมเป็นเกียรติด้วยพร้อมด้วย นางสาวดวงดาว เกียรติพิศาลสกุล รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ นายธีรยุทธ แก้วสิงห์ รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ร.ต.อ.สุรวุฒิ รังไสย์ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ดร.แพทย์หญิงปานใจ โวหารดี ผู้อำนวยกองนิติวิทยาศาสตร์บริการ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ผู้บริหาร ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ในสังกัดกระทรวงยุติธรรม หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงผู้เสียหายและทายาท เข้าร่วม

สำหรับการจัดงานในวันนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้ประกาศความก้าวหน้าของการบังคับใช้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 โดยยืนยันเจตนารมณ์ในการคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และไม่ปล่อยให้การละเมิดสิทธิร้ายแรงเกิดขึ้นโดยปราศจากความรับผิด

พล.ต.ท.รุทธพล เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา การขับเคลื่อนกฎหมายมีความก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรมใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ 1. การป้องกันเชิงระบบ อาทิ การกำหนดให้มีการบันทึกภาพและเสียงระหว่างการควบคุมตัว การแจ้งข้อมูลการควบคุมตัวอย่างโปร่งใส และเปิดโอกาสให้ญาติหรือผู้เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบข้อมูล ลดความเสี่ยงการละเมิดสิทธิ และปิดช่องว่างของการควบคุมตัวในพื้นที่ปิด 2. การตรวจสอบและสร้างความรับผิด ได้แก่ บัญญัติฐานความผิดเฉพาะกรณีการทรมาน การกระทำที่โหดร้ายฯ และการบังคับให้บุคคลสูญหาย โดยไม่สามารถอ้างคำสั่งผู้บังคับบัญชาเป็นเหตุยกเว้นความผิด พร้อมทั้งวางกลไกสอบสวนตามมาตรฐานสากล เพื่อให้การตรวจสอบเป็นไปอย่างจริงจัง รวดเร็ว และปราศจากผลประโยชน์ทับซ้อน 3. การช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูผู้เสียหาย โดยปีนี้เป็นไฮไลท์สำคัญ เนื่องจากได้มีการบังคับใช้ระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายว่าด้วยการช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูผู้เสียหาย พ.ศ. 2568 ซึ่งได้จัดตั้งกลไกเยียวยาที่มีหลักเกณฑ์ ขั้นตอน และกำหนดสิทธิที่ชัดเจน ซึ่งการเยียวยาดังกล่าว ไม่ใช่เพียงการชดเชยทางการเงินเท่านั้น แต่คือการยอมรับความจริงและความรับผิดของรัฐต่อความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งเยียวยาในรูปแบบอื่นที่ไม่ใช่ตัวเงินควบคู่กันไปด้วย

พล.ต.ท.รุทธพล เผยอีกว่า โดยตั้งแต่วันที่ 22 มี.ค. 2568 – 22 ก.พ. 2569 มีผลการช่วยเหลือเยียวยา รวมทั้งสิ้น จำนวน 33 กรณี แบ่งเป็น ฐานกระทำทรมาน 9 ราย ฐานกระทำการที่โหดร้ายฯ 20 ราย ฐานกระทำให้บุคคลสูญหาย 4 ราย รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 8,283,705 บาท พร้อมด้วยการช่วยเหลือในรูปแบบอื่นที่มิใช่ตัวเงิน อาทิ การประสานเจ้าหน้าที่รัฐผู้กระทำความผิดขอโทษผู้เสียหายโดยเปิดเผยต่อสาธารณะ การฟื้นฟูด้านจิตใจแก่ผู้เสียหายหรือครอบครัวผู้เสียหาย และการประสานหน่วยงานต้นสังกัดเพื่อกำชับการปฏิบัติงาน เป็นต้น

ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า ยุติธรรมต้องมา คือ หลักการสำคัญ และ เยียวยาต้องมี คือหัวใจของการขับเคลื่อนในปีนี้ กระทรวงยุติธรรม จึงขอยืนยันความมุ่งมั่นในการยุติการทรมาน การกระทำที่โหดร้าย และการกระทำให้บุคคลสูญหาย พร้อมทั้ง ยืนหยัดเคียงข้างประชาชน เพื่อให้กฎหมายฉบับนี้เป็นหลักประกันที่มั่นคงของสังคมไทยอย่างแท้จริงต่อไป

นอกจากนี้ ในการจัดงานดังกล่าวได้มีพิธีมอบเงินเยียวยาตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 จำนวน 3 ราย รวมเป็นเงิน 1,100,000 บาท ด้วย

มีผู้อ่านข่าวนี้แล้ว 106 ครั้ง

You May Also Like

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

แสดง
ซ่อน