“อลงกรณ์” ห่วงวิกฤติการเมืองบานปลาย เสนอ 3 กลไก 3 แนวทางสมานฉันท์-แก้ รธน.

มีผู้อ่านข่าวนี้แล้ว 168 ครั้ง

“อลงกรณ์” ห่วงวิกฤติการเมืองบานปลายเสนอ “3 กลไก 3 หลักการ” เดินหน้าแนวทางคณะกรรมการสมานฉันท์ คู่ขนานการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

วันนี้ (15 พ.ย.63) นายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เรื่อง “3 กลไก 3 แนวทาง แห่งการสมานฉันท์:ก้าวแรกยากแต่ต้องเริ่มให้ได้” ในเฟสบุ๊ค ว่า ต้นสัปดาห์นี้ รัฐสภาจะมีการประชุมเรื่องรัฐธรรมนูญในขณะที่ความพยายามคลี่คลายปัญหาการเผชิญหน้าและความขัดแย้งด้วยแนวทางคณะกรรมการสมานฉันท์ยังเดินหน้าและเผชิญอุปสรรคบางประการ

สำหรับ มุมมองของผม ในฐานะคนไทยคนหนึ่งมองว่า ความขัดแย้งทางการเมืองที่ขยายตัวเป็นความแตกแยกแบ่งฝักแบ่งฝ่ายต่อเนื่องมา 15 ปี ตั้งแต่ปี 2548 จนถึงปี 2563 แม้จะมีความพยายามดับไฟไม่ให้บานปลายขยายตัวเป็นสงครามกลางเมืองเหมือนที่เกิดขึ้นในหลายประเทศเช่นลิเบีย อียิปต์ และซีเรีย จนบ้านแตกสาแหรกขาดเป็นบทเรียนที่เราต้องถอดรหัสเพื่อไม่ให้เกิดขึ้นในประเทศไทย

วันนี้มีความพยายามของหลายฝ่ายที่ช่วยกันแสวงหาทางออกเช่นข้อเสนอเรื่องคณะกรรมการสมานฉันท์ที่ท่านประธานรัฐสภากำลังขับเคลื่อนตามข้อมติของรัฐสภาซึ่งทั้งสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภาและรัฐบาลรวมทั้งพรรคการเมืองส่วนใหญ่แสดงจุดยืนเห็นพ้องในแนวทางดังกล่าว แม้ยังมีบางส่วนที่ไม่เห็นด้วยหรือยังไม่เข้าร่วมแต่ก็นับเป็นความพยายามที่ได้จุดประกายความหวังในการแก้ไขปัญหาวิกฤติการณ์ทางการเมืองและควรสนับสนุนให้เดินก้าวแรกและก้าวต่อไปให้ได้

ข้อเสนอเรื่อง “3กลไก 3 แนวทางแห่งการสมานฉันท์:ก้าวแรกยากแต่ต้องเริ่มให้ได้” นี้ถอดบทเรียนจากประสบการณ์ที่ผมเคยเป็นคณะกรรมการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งตะวันออกกลางของสหภาพรัฐสภาระหว่างประเทศ (IPU : Inter-Parliamentary Union) รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คณะกรรมการปรองดองและสมานฉันท์ คณะกรรมการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ส.ส.6 สมัย เป็นรัฐมนตรี เป็นรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ 4 สมัย ในช่วง 30 ปีของชีวิตการเมือง รวมทั้งประสบการณ์ก่อนหน้านี้ที่ผ่านเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 สมัยเป็นนักเรียน, 6 ตุลาคม 2519 สมัยเป็นนักศึกษาธรรมศาสตร์และพฤษภาทมิฬ พ.ค.2535

ผมมีข้อเสนอเรื่อง “3 กลไก 3 หลักการแห่งการสมานฉันท์” เพื่อเติมเต็มแนวทางคณะกรรมการสมานฉันท์ ได้แก่

  1. กลไกการปรึกษาหารือแบบ “4 ตา” (Four Eyes principle) หรือ 2 คน 2 ฝ่าย คลี่ความคิดออกมาหารือในทุกประเด็นทั้งประเด็นหลักประเด็นย่อย
  2. กลไกไตรภาคี 3 คน 3 ฝ่าย นำประเด็นจากกลไกแรกมาหาจุดร่วมเดินหน้าในประเด็นที่ทำได้ก่อนจากนั้นส่งต่อไปกลไกที่ 3
  3. กลไกคณะกรรมการสมานฉันท์ของทุกฝ่าย

ความยากของการประชุมเจรจาคือการเริ่มจากการรวมทุกฝ่ายซึ่งมักไม่ได้ผลเพราะขาดความไว้วางใจและมีความแตกต่างในข้อเสนอและจุดยืนอย่างมาก ดังนั้นการเริ่มจากการเจรจาหารือระหว่าง 2 ฝ่าย และขยับเป็น 3 ฝ่าย ไตรภาคีจะเริ่มต้นได้ง่าย และเมื่อเริ่มก้าวแรกได้ก็จะมีก้าวต่อไปเปลี่ยนจาก “การเผชิญหน้าเป็นการพบหน้ากัน” จากนั้นก็เป็นการประชุมคณะกรรมการสมานฉันท์โดยการร้อยเรียงประเด็นที่ผ่านการหารือตกผลึกมาแล้วโดยประเด็นใดที่เห็นพ้องก็เดินหน้าต่อไปส่วนประเด็นที่ยังไม่ได้ข้อสรุปก็หารือระดับ 2 ฝ่าย และ 3 ฝ่าย ตามลำดับต่อไป โดยทำงานคู่ขนานกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้แต่ละฝ่ายต้องยึดหลักการ 3 ข้อ

  1. ยึดหลัก แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง คือ เริ่มต้นจากประเด็นง่ายไปสู่ยาก
  2. ยึดหลักสร้างความไว้วางใจ (Confidence Building)
  3. ยึดหลักประโยชน์แห่งชาติเหนือประโยชน์ส่วนตัวหรือกลุ่มหรือพรรค

สถานการณ์ในอดีตรุนแรงและร้ายแรงกว่าในปัจจุบันถึงขั้นจับอาวุธต่อสู้กับอำนาจรัฐด้วยแนวคิดปฏิวัติพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน ดังนั้นการแก้ไขปัญหาในขณะนี้จึงยังมีความหวังที่จะช่วยกันนำประเทศไทยก้าวผ่านวิกฤตการณ์ครั้งนี้ไปได้โดยสันติวิธีขอให้ใช้ขันติธรรมเมตตาธรรมและความยุติธรรมนำทางการแก้ปัญหาเป็นสำคัญก็จะมีความคืบหน้าและบรรลุผลตามที่คนไทยทุกคนคาดหวัง “ทุกปัญหามีทางออก ถ้ามีกุญแจดอกที่ใช่ก้าวแรกยากแต่ต้องเริ่มให้ได้”

มีผู้อ่านข่าวนี้แล้ว 168 ครั้ง

You May Also Like

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

แสดง
ซ่อน