สสส.ปลุกสังคม ดูแลเด็กเยาวชน เน้นลดปัจจัยเสี่ยง

มีผู้อ่านข่าวนี้แล้ว 269 ครั้ง

สสส.จับมือ เครือข่ายเด็กเยาวชน จัดกิจกรรมวันเยาวชนแห่งชาติ ชูแนวคิด “กับดัก…เยาวชน” เผชิญ 4 ด้าน เหล้า-พนัน-อุบัติเหตุ-คุกคามทางเพศ พร้อมปลุกสังคม หน่วยงานเกี่ยวข้องเร่งล้อมคอก ทุ่มเทกับเด็กเยาวชน ลดปัจจัยเสี่ยงของลูกหลานลงให้มากขึ้น

เมื่อวันที่ 16 ก.ย.63 ที่โรงแรมแมนดาริน สามย่าน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ ภาคีเครือข่ายเยาวชน อาทิ เครือข่ายเยาวชนป้องกันนักดื่มหน้าใหม่ เครือข่ายเด็กรุ่นใหม่ไม่พนัน เครือข่ายพัฒนาคุณภาพชีวิต เครือข่ายปกป้องเด็กและเยาวชนลดปัจจัยเสี่ยงทางสังคม เครือข่ายสื่อสร้างสรรค์เพื่อการขับเคลื่อนสังคม (Media Move) และศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนบ้านกาญจนาภิเษก จัดกิจกรรมเนื่องในวันเยาวชนแห่งชาติ ปี 2563 ภายใต้แนวคิด “กับดัก…เยาวชน” เพื่อปลุกกระแสสังคมมองปัญหาของเด็กเยาวชนที่ต้องเผชิญปัจจัยเสี่ยง 4 ด้าน เหล้า-พนัน-อุบัติเหตุ-การคุกคามทางเพศ พร้อมกระตุ้นเตือนหน่วยงานที่เกี่ยวเร่งแก้ไข

ทั้งนี้ภายในงานมีเสวนาหัวข้อ “ปัจจัยเสี่ยง…หายนะใกล้ตัวเด็ก เยาวชน” การแสดงแร็ปสด เพลง “กับดัก” โดย XANEX และละครสะท้อนภาพเหยื่อเยาวชน โดยเครือข่ายละครเฉพาะกิจเธียร์เตอร์ และนิทรรศการ“กับดัก…เยาวชน” โดยมีเยาวชนเข้าร่วมกว่า 60 คนตามแบบ new nomal

นางสาวรุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ รักษาการผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สสส. กล่าวว่า ทุกวันที่ 20 กันยายนของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็นวันเยาวชนแห่งชาติ และในปีนี้สสส.และเครือข่ายเยาวชนจึงจัด กิจกรรมรณรงค์ ภายใต้แนวคิด “กับดัก เยาวชน” เพื่อสื่อถึงสิ่งที่เยาวชนต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยง 4 ด้าน ได้แก่ การถูกล่วงละเมิดทางเพศ การหลงอยู่ในวังวนเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การพนัน และสุ่มเสี่ยงกับอุบัติเหตุ

ทั้งนี้ จากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติในปี พ.ศ. 2560 เรื่องพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของนักดื่มเยาวชนไทยที่มีอายุระหว่าง 15-19 ปี พบว่า มีแนวโน้มการดื่มเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 11.00 ในปี พ.ศ. 2544 เป็นร้อยละ 13.6 ใน พ.ศ. 2560 ซึ่งอายุเฉลี่ยของผู้ดื่มครั้งแรกเริ่มต้นดื่มเมื่ออายุ 20.3 ปี ทั้งนี้วัยรุ่นชายเริ่มดื่มครั้งแรกเร็วกว่าวัยรุ่นหญิง เมื่อมีอายุ 19.3 ปี และ 23.7 ปี ตามลำดับ

ขณะที่การสำรวจการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจรทางบกของกลุ่มเยาวชน พบว่า ในแต่ละวันมีอัตราการเสียชีวิตเฉลี่ย 13 คนต่อวัน โดยเป็นผู้บาดเจ็บราว 800 คน และเป็นผู้บาดเจ็บสาหัสประมาณ 150 คน ทั้งนี้มีผู้ที่ต้องกลายเป็นผู้พิการจำนวน 7 คน ยานพาหนะส่วนใหญ่ 4 ใน 5 คือจักรยานยนต์ สำหรับปัญหาการพนันพบว่าเยาวชนไทยเล่นพนันกว่า 3.6 ล้านคน และร้อยละ 28 อยากเล่นพนันออนไลน์ ซึ่งตอนนี้กลายเป็นประเด็นที่น่าห่วงที่สุด

สุดท้ายคือปัญหาการคุกคามทางเพศ จากการรวบรวมสถิติข่าวความรุนแรงทางเพศปี 2560 ในหนังสือพิมพ์ 13 ฉบับ โดยมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล พบว่าเกิดเหตุความรุนแรงทางเพศทั้งหมด 317 ข่าว ซึ่งช่วงอายุของผู้ถูกกระทำเกินครึ่งเป็น กลุ่มเด็กและเยาวชน อายุ 5-20 ปีถึงร้อยละ 60.6 ที่น่ากังวลใจคืออายุของผู้ถูกกระทำน้อยที่สุด เป็นเด็กหญิง 5 ขวบถูกข่มขืน ด้านกลุ่มอาชีพผู้ถูกกระทำมากที่สุดคือนักเรียน นักศึกษา

“จากปัญหาดังกล่าว สะท้อนสถานการณ์กับดักเยาวชนได้ชัดเจน และเวทีวันนี้ได้มีเยาวชนมาร่วมบอกเล่าประสบการณ์ชีวิตจริง ยิ่งช่วยยืนยันว่า ถึงเวลาแล้วที่ทุกฝ่ายจะต้องจริงจังกับปัญหาปัจจัยเสี่ยงที่เข้ามาคุกคาม ล่อลวง เยาวชน ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ ตลอดจนการช่วยเหลือเยียวยาฟื้นฟูผู้ที่ก้าวพลาดผิด ให้เห็นคุณค่าในตัวเอง ไม่กลับไปสู่วังวนที่ดำมืดในจุดเดิม เราต้องทุ่มเทกับปัญหาปัจจัยเสี่ยงในเด็กและเยาวชนให้มากกว่านี้” นางสาวรุ่งอรุณ กล่าว

นายเอ (นามสมมติ) อายุ 18 ปี อดีตเหยื่อพนันบาคาร่า กล่าวว่า ตนโตมาในยุคที่มีเว็บพนันออนไลน์เยอะแยะเต็มไปหมด เพื่อนๆ รุ่นพี่ ต่างก็เล่นพนันออนไลน์ จำได้ว่าตนเข้าสู่วงจรพนันตั้งแต่16 ปี พนันที่เล่น คือ บาคาร่า เริ่มเล่นจากหลักร้อย เลยเถิดไปเป็นหลักพัน เงินที่ได้จากทำงานพาร์ทไทม์นำมาเล่นพนันจนหมด เล่นจนเป็นหนี้ ต้องหยิบยืมเงินไปทั่ว

“ตอนนั้นเหมือนผีพนันเข้าสิง หมดเงินเท่าไหร่ก็ไม่ยอมหยุด ยิ่งเล่นยิ่งเสีย พอเสียก็เพิ่มเดิมพัน คืนเดียวหมดเงินกับบาคาร่า 40,000 บาท ส่วนเงินที่เสียไปก็ยืมมา ตอนนั้นเครียดมาก บอกที่บ้านก็ไม่ได้ จึงตัดสินใจขายรถมอเตอร์ไซค์คันโปรดใช้หนี้ แต่ก็ใช้ได้แค่ครึ่งเดียว ต้องไปขอร้องเจ้าหนี้ผ่อนจ่ายส่วนที่เหลือ กว่าจะผ่านมาได้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ทั้งนี้อยากฝากถึงคนที่กำลังเล่น หรือคิดจะเล่นพนันบาคาร่าและพนันอื่นๆว่าเราไม่มีทางชนะมันได้เลย เพราะเขาออกแบบมาให้เรามีแต่เสียกับเสีย อย่าเอาเงินและอนาคตมาเสี่ยงกับการพนัน” นายเอ กล่าว

นายบี (นามสมมติ) กล่าวว่า เริ่มดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตั้งแต่อายุ 6 ขวบ เริ่มดื่มหนักขึ้น ช่วงวัยรุ่นคึกคะนองไม่สนใจการเรียน ติดเพื่อน ตั้งวงปาร์ตี้สังสรรค์ทุกวัน กระทั่งมีเหตุการณ์เกือบเอาชีวิตไม่รอด คือเมาแล้วขับรถจักรยานยนต์ไปรับแฟน ระหว่างทางมีคนตัดหน้ารถ จึงหักหลบไปชนเสาไฟ จากนั้นสลบไปนานกว่า 8 เดือน และขาหัก 2 ท่อน ต้องใช้เนื้อสะโพกมาปะที่ขา ใช้เวลารักษาตัวร่วม 2 ปี กว่าจะพูดคุยได้ปกติ อยากฝากเตือนสติวัยรุ่นว่า เพราะเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มันเปลี่ยนชีวิตเราได้ อย่าดื่มแล้วขับ ต้องมีสติ ใช้ชีวิตอย่าประมาท

นายซี (นามสมมติ) กล่าวว่า อยู่ในแวดวงสายแว้นมาตั้งแต่อายุ 14 ปี ชอบออกไปขับรถเป็นกลุ่มใหญ่ในเวลากลางคืน สร้างความเดือดร้อนรำคาญให้ชุมชนเพราะเสียงดัง ยิ่งขับหนีด่านตรวจ หนีตำรวจยิ่งรู้สึกสนุก ท้าทาย แม้จะไม่ได้เกิดเหตุอะไรร้ายแรง แต่ก็รู้สึกผิดที่ไปสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นทำให้พ่อแม่ไม่สบายใจ อยากเสนอว่า หากจะปราบเด็กแว้นให้หมดถนน คงทำได้ยาก สาเหตุที่เด็กต้องออกมาเพราะเขาไม่มีพื้นที่ ควรจัดพื้นที่ที่เด็กๆเข้าถึงได้สนุกได้ ตื่นเต้นได้ สร้างสรรค์ได้ แสดงออกตามที่ชอบได้มากกว่าการปราบ

ด้านนางสาวข้างกาย เอรียาสกุล เจ้าของเพจ “KhangGuy-ผู้หญิงที่ชื่อข้างกาย” จากเหยื่อถูกล่วงละเมิดทางเพศเมื่อวัยเด็ก สู่การเปิดเพจให้คำปรึกษาและผลักดันกฎหมายแก้ปัญหาข่มขืน กล่าวว่า ตนเคยเป็นเหยื่อจากการคุกคามทางเพศตั้งแต่อายุได้เพียง 4 ขวบ ตลอดชีวิตที่ผ่านมา คนที่พยายามล่วงละเมิดทางเพศ ในนั้นมีอยู่คนเดียวที่เป็นคนแปลกหน้า นอกนั้นเป็นคนที่รู้จัก เป็นคนที่สนิท ตัวเราเด็กเกินกว่าจะรู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไร แล้วก็สื่อสารไม่ได้ นี่คือปัญหาของเด็กที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ มันเลวร้ายมาก ในความคิดตอนนั้น รู้สึกหมดสิ้น ไร้ค่า รับตัวเองไม่ได้ ตอนนั้นไม่กล้าแจ้งความ เพราะอาย และไม่อยากให้ครอบครัวเดือดร้อน ไม่สนิทใจจะคุยให้ใครฟังหรือขอความช่วยเหลือ จึงเข้าใจเหยื่อที่โดนกระทำแล้วไม่พูดไม่บอก

“ที่ตัดสินใจนำอดีตที่เก็บไว้มาตลอด 15 ปี ออกมาเปิดเผย เพราะอยากเป็นกระบอกเสียง เพื่อเป็นอุทาหรณ์แก่สังคมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น เกิดการผลักดันกฎหมายแก้ปัญหาข่มขืน ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ทำคลิปเกี่ยวกับการสร้างแรงบันดาล ด้านการใช้ชีวิต การทำธุรกิจ แต่ก็ยังไม่เคยคิดที่จะพูดถึงเรื่องนี้ แต่ที่ต้องออกมาพูดคือ อยากให้สังคมในอนาคตปลอดภัยมากกว่านี้ เราไม่สามารถที่จะเปลี่ยนอดีตของเราได้ แต่ถ้าตอนนี้เริ่มทำอะไรซักอย่าง มันจะเริ่มปรับเปลี่ยนไปจนถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน นอกจากนี้สิ่งที่อยากให้สังคมปรับเปลี่ยน คือมีพื้นที่ให้เหยื่อออกมาพูดแบบที่ไม่โดนประณาม ขอความเห็นใจจริงๆ ไม่ใช่เราไปให้ท่า แต่งตัวโป๊หรือไม่โป๊มันไม่เกี่ยว มันอยู่ความคิดคนที่ถูกปลูกฝังมาจากครอบครัว สถานศึกษา และสังคม การสอนให้ผู้หญิงรักนวลสงวนตัวก็เข้าใจได้ แต่ผู้ชายก็ไม่ควรข่มเหงผู้หญิงเหมือนกัน” นางสาวข้างกาย กล่าว

มีผู้อ่านข่าวนี้แล้ว 269 ครั้ง

You May Also Like

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

แสดง
ซ่อน