DITP เดินหน้าสนองนโยบาย “จุรินทร์” ขับเคลื่อน “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด”

มีผู้อ่านข่าวนี้แล้ว 258 ครั้ง

นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมฯได้มอบหมายให้สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) เพิ่มการจัดกิจกรรมทำตลาดส่งออกในต่างประเทศรูปแบบออนไลน์เพิ่มมากขึ้นตามนโยบาย “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” ตั้งเป้าให้ไทยเป็นศูนย์กลางสินค้าเกษตรและอาหารคุณภาพของโลก เพื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอีไทยและเกษตรกร โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าเกษตร เกษตรแปรรูป อาหารและอื่นๆ ให้มีช่องทางในการขยายตลาดเพิ่มมากขึ้นในสถานการณ์ที่ทั่วโลกประสบปัญหาการระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยเน้นการจัดงานแสดงสินค้ารูปแบบออนไลน์ และการเจรจาจับคู่ธุรกิจไทยกับผู้นำเข้าจากต่างประเทศการจัดกิจกรรมโปรโมทสินค้าและภาพลักษณ์สินค้า และการช่วยเหลือผู้ประกอบการไทยในต่างประเทศ เป็นต้น

สำหรับการแถลงผลงานครบรอบ 1 ปีของกระทรวงพาณิชย์ที่นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้จัดแถลงผลงานไปเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2563 โดยงานที่เกี่ยวข้องกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อน นโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ให้เกิดความต่อเนื่อง เช่น การอบรมพัฒนาสร้างนักธุรกิจยุคใหม่ ที่ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา สามารถสร้างผู้ประกอบการใหม่ตามนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ 19,087 ราย แบ่งเป็น การพัฒนาให้เป็นสตาร์ทอัพ 2,865 ราย และการพัฒนาด้านการค้าดิจิทัล 16,222 ราย โดยแผนต่อไปก็จะเพิ่มสัดส่วนการพัฒนาผู้ประกอบการใหม่ในภูมิภาคเพิ่มขึ้น เพราะจะมีผลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

ขณะเดียวกันยังเข้าร่วมโรดโชว์กับคณะของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โดยการนำทีมเอกชนขายสินค้าทั่วโลกทั้งในรูปแบบของการลงนามเอ็มโอยูในหลายประเทศเช่น จีน อินเดีย ตุรกี เยอรมนี และสหรัฐอเมริกา เป็นต้น จนผู้ส่งออกสามารถลงนามเอ็มโอยูส่งออกสินค้าได้รวมกันทั้งสิ้นเป็นมูลค่า 94,822 ล้านบาท รวมถึงการผลักดันให้เกิดการจับคู่เจรจาธุรกิจประสบความสำเร็จจำนวนมาก พร้อมกันนี้ยังเปลี่ยนบทบาทของทูตพาณิชย์ เป็นเซลล์แมนประเทศมากยิ่งขึ้นตามนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เพื่อขยายการค้าและเพื่อผลักดันการส่งออกรวมทั้งเพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันทางการค้าของประเทศ

นอกจากนี้ยังเร่งดำเนินการให้ประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนท์ในภูมิภาคตามนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ที่ให้เร่งรัดดำเนินการ และที่ผ่านมาก็มีความคืบหน้าไปแล้วคือสามารถพัฒนาผู้ประกอบการไทยในเรื่องธุรกิจดิจิทัลคอนเทนท์ซึ่งสามารถสร้างโอกาส และเร่งขยายตลาดไปได้มากในหลายประเทศไม่ว่าจะเป็นเกาหลีใต้ กัมพูชา ญี่ปุ่น เมียนมา สหรัฐอเมริกา เป็นต้น และช่วงที่ผ่านมารองนายกฯได้มาเป็นประธานเปิดโครงการ MOVE (Multimedia Online Virtual Exhibition) ซึ่งเป็นครั้งแรกของโลกในการจัดงานแสดงสินค้าออนไลน์ดิจิทัลคอนเทนท์แบบครบวงจรของไทย โดยจัดผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์จนประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีและกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศจะเพิ่มการจัดกิจกรรมอื่นๆต่อไปด้วย

“การปรับเปลี่ยนรูปแบบในการขับเคลื่อนการส่งออกของไทยนั้นจำเป็นต้องทำอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการจัดงานแสดงสินค้าบางงานก็จะจัดงานจริงและจัดงานในรูปแบบออนไลน์เพื่อให้ลูกค้าต่างชาติได้เข้ามาชมผ่านออนไลน์ไปพร้อมๆกัน รวมถึงการจัดงานจับคู่ธุรกิจทางออนไลน์ ซึ่งในส่วนของการจัดงานแสดงสินค้าในประเทศนั้นแม้เอสเอ็มอีหลายรายจะไม่เข้าใจว่าต่างชาติไม่สามารถเข้ามาในไทยได้จึงไม่ค่อยเห็นความสำคัญตรงนี้ แต่เบื้องต้นก็ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่สร้างความเข้าใจแก่ผู้ประกอบการแล้ว เพราะการจัดงานแสดงสินค้าไทยแม้ต่างชาติเข้ามาในประเทศไม่ได้ แต่ต่างชาติก็มีสาขาหรือเครือข่ายในประเทศไทยจำนวนมากที่สามารถมาชมดูสินค้าก่อนที่จะนำเสนอไปยังบริษัทแม่ได้ รวมถึงการจัดงานในรูปแบบออนไลน์ควบคู่กันก็จะช่วยให้เข้าถึงลูกค้าต่างชาติได้เช่นเดียวกัน” นายสมเด็จกล่าว

ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169

มีผู้อ่านข่าวนี้แล้ว 258 ครั้ง

You May Also Like

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

แสดง
ซ่อน