ตร.จับแล้ว! โจรบุกเดี่ยวงัดตู้เซฟร้านทองห้างดังบุรีรัมย์ อ้างเซฟไม่ได้ล็อค เร่งขยายผลรวบเพิ่ม

มีผู้อ่านข่าวนี้แล้ว 150 ครั้ง

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 14 ม.ค.63 ที่ห้องชัยจินดา ตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์ พล.ต.ท.พูลทรัพย์ ประเสริฐศักดิ์ ผบช.ภ.3 พร้อมด้วย พล.ต.ต.อัคราเดช พิมลศรี รอง ผบช.ภ.3, พล.ต.ต.ชาญชัย พงษ์พิชิตกุล ผบก.ภ.จว.บุรีรัมย์ และเจ้าหน้าที่ตำรวจชุด บก.สส.ภ.3 สส.ภ.จว.บุรีรัมย์ และสภ.เมืองบุรีรัมย์ ร่วมแถลงผลการจับกุมผู้ต้องหาที่ก่อเหตุบุกเดี่ยวเข้าไปงัดตู้เซฟร้านทองเยาวราชสินทวี ภายในห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี สาขาบุรีรัมย์ ตั้งอยู่ ต.อิสาณ อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ ได้ทองคำรูปพรรณ ทั้งสร้อยคำ กำไล แหวนทองที่ทางร้านเก็บไว้ขายให้กับลูกค้า และบางส่วนเป็นทองที่ลูกค้านำมาจำนำไว้รวมน้ำหนัก 163 บาท คิดเป็นมูลค่า เกือบ 4 ล้านบาท ทั้งนี้ยังได้ก่อเหตักขโมยโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คภายในห้างด้วย เหตุเกิดเมื่อช่วงเช้ามืดของ วันที่ 28 ธ.ค.62 ที่ผ่านมา

กระทั่งล่าสุด เจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการสืบสวน กองบังคับการสืบสวนตำรวจภูธรภาค 3, กองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์, ชุดสืบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองบุรีรัมย์ และสถานีตำรวจภูธรนางรอง ได้ร่วมกันจับกุมนายประวิทย์ ไชยคีนี อายุ 32 ปี บ้านเลขที่ 5/3 ม.5 ต.บ่อไทย อ.หนองไผ่ จ.เพชรบูรณ์ ได้พร้อมด้วยของกลางยาบ้า 24 เม็ด ยาไอซ์ 0.66 กรัม ทองคำรูปพรรณ จำนวน 101 บาท คิดเป็นมูลค่าจำนวน 2,297,151 บาท , ต้นขั้วตั๋วจำนำ (ไม่มีทอง) มูลค่า 39.5 บาท เป็นเงิน 898,326 บาท , เงินสด 150,000 บาท ,โทรศัพท์มือถือโทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง ,คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค 1 เครื่อง, รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้ำ รุ่นคลิก สีน้ำเงิน หมายเลขทะเบียน กถ-3720 บุรีรัมย์ (ที่ผู้ต้องหาใช้ในการก่อเหตุลักทรัพย์ รวมถึงรถยนต์กระบะยี่ห้อโตโยต้า วีโก้ สีประตู สีขาว ทะเบียน ขษ 6858 นครราชสีมา ซึ่งเป็นรถยนต์ที่ผู้ต้องหานำทองที่ขโมยมาไปขาย แล้วนำเงินไปซื้อรถมาใช้

จากการสอบถาม ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า ได้ก่อเหตุเข้าไปงัดตู้เซฟและขโมยทองในห้างดังกล่าวจริง โดยใช้วิธีปีนขึ้นบนหลังคาของห้างที่เกิดเหตุ แล้วใช้เครื่องมือไขน๊อตบริเวณหลังคาจากด้านบน บริเวณแผ่นโปร่งแสงแผ่นที่ 2 แล้วปีนลงมาทางช่องแอร์ จากนั้นเดินตามโครงเหล็กหลังคาเข้ามาภายในห้าง เมื่อเข้ามาได้ก็เดินไปยังร้านทองที่เกิดเหตุเพื่อสำรวจภายในร้านใช้เวลาประมาณ 20 นาที จากนั้นผู้ต้องหาได้ไปบริเวณจุดจำหน่ายเครื่องมือช่างภายในห้าง และลักเอาไขควง เลื่อยพร้อมใบเลื่อย ใช้เป็นอุปกรณ์ในการลักทรัพย์ โดยก่อนจะเข้าไปงัดตู้เซฟ ได้ลักทรัพย์โทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คในห้างก่อน ใช้เวลาประมาณ 34 นาที

จากนั้นได้ลักกระเป๋าสะพายจากจุดจำหน่ายกระเป๋าภายในห้างใช้ใส่โทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ก ก่อนจะเดินไปยังร้านทองแล้วใช้เลื่อย ตัดสายยูตู้เซฟของร้านทอง โดยอ้างว่าตู้เซฟไม่ได้ใส่รหัสและล็อคกุญแจไว้ล็อคเพียงสายยูด้านบนและด้านล่างของตู้เซฟเท่านั้น จึงสามารถเปิดตู้เซฟและกวาดเอาทองคำรูปพรรณไปทั้งหมดรวมน้ำหนัก 163 บาท โดยใช้เวลาก่อเหตุในร้านทองประมาณ 50 นาที หลังจากได้ทรัพย์สินแล้ว ก็ใช้วิธีหลบหนีออกไปช่องทางเดินที่เข้ามา ก่อนจะขับรถจักรยานยนต์หลบหนีไป

ส่วนทองคำรูปพรรณที่ขโมยไปผู้ต้องหา อ้างว่า บางส่วนได้นำไปขาย และจำนำ แล้วนำเงินไปซื้อยาบ้าเสพ บางส่วนก็ซื้อรถยนต์ ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ไปแล้ว เบื้องต้นเจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมตัว นายประวิทย์ ผู้ต้องหา ส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีในข้อหา “ลักทรัพย์ในเคหะสถานในเวลากลางคืน โดยทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลหรือทรัพย์ โดยเข้าทางช่องทางซึ่งได้ทำขึ้นโดยไม่ได้จำนงให้เป็นทางคนเข้า โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิดหรือพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม หรือรับของโจร, มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย, มียาเสพติดให้โทษประเภท 1(ยาไอซ์) ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย และเป็นผู้ขับขี่เสพยาเสพติดให้โทษโดยผิดกฎหมาย”

ด้านพล.ต.ท.พูลทรัพย์ ประเสริฐศักดิ์ ผบช.ภ.3 กล่าวว่า คดีดังกล่าวแม้ผู้ต้องหาจะไม่ได้ใช้อาวุธทำร้ายใคร แต่ถือว่ามูลค่าทรัพย์สินค่อนข้างมากเกือบ 4 ล้านบาท ส่วนที่ผู้ต้องหาอ้างว่าตู้เซฟไม่ได้ล็อคกุญแจ และรหัส ทำให้สามารถขโมยทองไปได้อย่างง่ายดายนั้น ก็เชื่อว่าน่าจะมีคนในรู้เห็นอย่างแน่นอน ประกอบกับผู้ต้องหาเคยเป็นพนักงานห้างแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากห้างที่เกิดเหตุ จึงทำให้รู้ช่องทางเข้า-ออกห้าง เป็นอย่างดี ซึ่งก็ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่เร่งติดตามตัวผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมาดำเนินคดีให้ได้โดยเร็ว

มีผู้อ่านข่าวนี้แล้ว 150 ครั้ง

You May Also Like

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

แสดง
ซ่อน